การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ
การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ คือการใช้พลังงานในปริมาณน้อยเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการใช้งานสูงสุดและเพื่อเป็นการลดต้นทุนในการผลิตพลังงานในอุตสาหกรรม ต่างๆ จากผลการรายงานโดยรวมจากอุตสาหกรรมที่มีการใช้พลังงานไฟฟ้าโดยรวมทั่วยุโรปนั้น พบว่ามีการใช้พลังงานที่เกี่ยวข้องกับระบบปรับอากาศและระบบ HVAC 10 ถึง 20% ดังนั้นการ ให้ความสำคัญในการลดการใช้พลังงานในระบบปรับอากาศและในขณะที่ยังได้รับอากาศที่สะอาดและมีคุณภาพจึงเป็นประเด็นหลักในการควบคุมและพัฒนาการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธภาพมากที่สุดและมีการกำหนดนโยบายมาตรฐานในการใช้พลังงาน โดยมีการหาค่าตัวชี้วัดมาตรฐาน จากค่าการได้รับพลังงานที่มีประสิทธิภาพสูงและการควบคุมความถี่ของพัดลมในระบบปรับอากาศเป็นค่ากำหนดมาตรฐานหลักในระบบปรับอากาศ
เนื่องจากพัดลมในระบบ HVAC มีการใช้พลังงานไฟฟ้าตามกำลังของเครื่องและแรงต้านในแผ่นกรองอากาศ เมื่อพัดลมมีแรงหมุนไม่สม่ำเสมอ ซึ่งจะส่งผลให้มีการใช้พลังงานเพิ่มขึ้น และส่งผลต่อการเกิดแรงต้านอากาศเพิ่มขึ้น (Pressure drop) จากผลกระทบดังกล่าวจึงต้องมีการลดค่าแรงต้านอากาศ (Pressure drop) ในระบบการกรองอากาศเพื่อให้ได้พลังงานที่มีประสิทธิภาพสูงและลดค่าใช้จ่ายในการใช้พลังงานอีกทั้งยังเป็นการลดมลภาวะในการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่บรรยากาศและเพื่อให้ง่ายต่อการเลือกใช้งานของระบบปรับอากาศที่ถูกต้องและได้รับพลังงานที่มีประสิทธิภาพสูงสุด คณะกรรมาธิการยุโรป (EUROVENT) จึงได้มีการพัฒนามาตรฐานสากลในการควบคุมคุณภาพและจัดลำดับประสิทธิภาพของพลังงานเป็นระดับต่างๆ (energy efficiency classification system) โดยมีการทดสอบจากการใช้พลังงานจริงของระบบปรับอากาศในห้องแลปและมีการทดสอบหาค่าพลังงานที่ใช้ไปของระบบปรับอากาศร่วมด้วย ซึ่งในการทดสอบแต่ละครั้งจะอ้างอิงจากกระบวนการทดสอบตามมาตรฐานสากล EN779:2012 ระดับประสิทธิภาพของพลังงานกำหนดตั้งแต่ค่า A ถึง G ซึ่งค่า A เป็นค่าพลังงานที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด เนื่องจากมีการใช้พลังงานต่ำสุดและในทางตรงกันข้าม ค่า G เป็นค่าประสิทธิภาพพลังงานที่จัดอยู่ในระดับที่ต่ำสุด เนื่องจากมีการใช้พลังงานที่มากสุด
ดังนั้นจะเห็นได้ว่ามาตรฐาน EUROVENT จึงมีความสำคัญในการกำหนดการเลือกใช้แผ่นกรองอากาศที่ถูกต้องและเหมาะสมกับการใช้งานเพื่อไม่เป็นการสิ้นเปลืองพลังงานอีกทั้งยังช่วยลดค่าใช้จ่ายและต้นทุนได้ด้วย